คำถามที่ 28 ยาที่รักษาโรคไตอักเสบจากเอส แอล อี จะทำให้เกิดอาการ
ข้างเคียงหรือไม่ ถ้ามี จะมีวิธีใดบ้างที่ช่วยบรรเทาไม่ให้ผลข้างเคียงจน
เป็นอันตรายต่อร่างกาย ?

คำตอบ ยาที่รับประทานอาจมีอาการข้างเคียงได้ หลักทั่วไปสำหรับการปฏิบัติตัวที่ช่วย
ป้องกันหรือบรรเทาอาการข้างเคียงคือ ผู้ป่วยควรรับประทานยาตามขนาดและวิธีที่
แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เพราะความรุนแรงและโอกาสเกิดอาการข้างเคียงต่างๆ
มากขึ้นกับขนาดของยาและวิธีบริหารยา ถ้าผู้ป่วยมีโรคไตอักเสบจากเอส แอล อ
ีและมีปริมาณโปรตีนในปัสสาวะมาก(หมายถึง ปริมาณตั้งแต่ 500-1,000
มิลลิกรัมต่อวันขึ้นไป) แพทย์มักนิยมแนะนำให้ผู้ป่วยได้รับการเจาะไต
(kidney biopsy) เพื่อศึกษาพยาธิสภาพของเนื้อไต ขณะเดียวกันแพทย์
มักเริ่มรักษาผู้ป่วยโรคไตอักเสบจากเอส แอล อี ด้วยการให้ยา prednisolone
ในขนาด 1 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน หรือขนาด 2 มิลลิกรัม
ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมวันเว้นวันและถ้าแพทย์เห็นว่ามีปริมาณโปรตีน
ในปัสสาวะสูงกว่านี้ หรือให้ยา prednisolone ชนิดเดียวแล้วไม่ได้ผล
แพทย์ก็นิยมใช้การรักษาด้วยการให้ยาเอนด็อกแซน (endoxan) ในขนาด
500-1,000 มิลลิกรัมต่อ body surface area 1 ตารางเมตรต่อครั้งเข้าทาง
หลอดเลือดดำทุกเดือนเป็นเวลา 6-8 เดือนติดต่อกัน ร่วมกับการรับประทาน
ยา prednisolone ในขนาด0.5 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว1 กิโลกรัมต่อวัน
ในรายที่มีความรุนแรงมาก แพทย์อาจพิจารณาใช้ยา methylprednisolone
เข้าทางหลอดเลือดดำควบคู่กันไปด้วย อย่างไรก็ดี แพทย์จะพิจารณาให้ยาชนิดใด
อย่างไร เท่าใด ก็ขึ้นกับวิจารณญาณของแพทย์แพทย์จะพิจารณาปรับยาตามความ
เหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละรายเป็นระยะๆ ห้ามผู้ป่วยปรับยาเองเด็ดขาดเพราะการ
ใช้ยาที่มากเกินไปทำให้มีอาการข้างเคียงมากขึ้น และการใช้ยาน้อยเกินไป
ก็อาจทำให้โรคกำเริบขึ้นจนทำให้รักษายาก เมื่อผู้ป่วยมีอาการไม่สบายใดๆ
เกิดขึ้นควรปรึกษาแพทย์ เพื่อให้การวินิจฉัยและรักษาหรือปรับยาตามความ
เหมาะสม ตัวอย่างอาการข้างเคียงที่พบบ่อยและวิธีปฏิบัติตัวนอกเหนือจาก
หลักทั่วไปที่กล่าวมาแล้ว ได้แก

- ยาเพรดนิโซโลน (prednisolone) อาจทำให้เกิดแผลในกระเพาะ มีไขมันสะสม
ที่หน้าและตัว (cushing) มีน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ต้อกระจก ฯลฯ ผู้ป่วยควร
รับประทานยาหลังอาหารทันที หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง หลีกเลี่ยงการถูก
แสงแดด เมื่อโรคสงบและแพทย์อนุญาตให้ลดขนาดของยาลง ไขมันที่สะสมที่
หน้าจะหายไปได้ (ผู้ป่วยห้ามลดยาเองเด็ดขาด)

- ยาไซโคลฟอสฟาไมด์ (cyclophosphamide) ซึ่งเป็นยากดภูมิคุ้มกัน อาจกดการ
ทำงานของไขกระดูก ทำให้มีเม็ดเลือดขาวหรือเกร็ดเลือดต่ำลง นอกจากนี้
ถ้าใช้ไปนาน ๆ อาจทำให้เกิดเยื่อหุ้มกระเพาะปัสสาวะอักเสบ มีปัสสาวะเป็น
เลือดได้ ดังนั้นหากแพทย์ไม่ได้สั่งให้ผู้ป่วยจำกัดน้ำ ผู้ป่วยควรดื่มน้ำมากกว่า
2 ลิตรต่อวัน และหลีกเลี่ยงการกลั้นปัสสาวะ ยานี้ยังอาจทำให้ทารกในครรภ์ผิดปกต
ผู้ป่วยจึงไม่ควรตั้งครรภ์ในขณะใช้ยา ขณะรับประทานยาเอนด็อกแซน ควรติดตาม
ดูค่าจำนวนเม็ดเลือดขาวในเลือดทุก 1-2 เดือน ถ้าเม็ดเลือดขาว ต่ำกว่า
4,000 ตัวต่อ 1 ลูกบาศก์มิลลิเมตร ควรหยุดรับประทานยาเอนด็อกแซน
ชั่วคราวแล้วรีบปรึกษาแพทย์ที่ดูแลท่านทันที

- ยากดภูมิคุ้มกันและเพรดนิโซโลนขนาดสูง อาจทำให้ภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยต่ำลง
ผู้ป่วยต้องรักษาความสะอาดของร่างกายและช่องปาก รักษาอย่าให้มีฟันผุ
หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ไม่สะอาด หรือการอยู่ในสถานที่ชุมชนแออัด
เมื่อมีไข้หรือมีอาการไม่สบายผู้ป่วยควรรีบพบแพทย์ทันที

- ขอเน้นว่า เมื่อผู้ป่วยเอส แอล อี มีปัญหาเรื่องมีโปรตีนในปัสสาวะเพิ่มขึ้น
(หมายถึง มีโปรตีนในปัสสาวะตั้งแต่ 300 มิลลิกรัมต่อวันขึ้นไป) ให้ถือว่ามีโรค
ไตอักเสบจากเอส แอล อี ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคไตทันที

คำตอบ ผู้ป่วยควรสังเกตการเปลี่ยนแปลงของอาการเดิมที่เป็นจากโรคเอส แอลอี
ว่าตอบสนองต่อการรักษาในขณะนั้นอย่างไร เช่นอาการไข้ ปวดข้อผื่นผิวหนัง เป็นต้น
มีความไม่สบายอื่นเพิ่มขึ้นหรือไม่ ซึ่งอาการเหล่านี้อาจเกิดจากโรคที่เป็นมากขึ้น
หรือจากภาวะแทรกซ้อนของการรักษาก็ได้ผู้ป่วยอาจสังเกตลักษณะและปริมาณ
ปัสสาวะเครื่องแสดงทางอ้อมถึงการทำงานของไต เช่นถ้าปัสสาวะเป็นฟองมากอาจ
เกิดจากโปรตีนรั่วเป็นจำนวนมากออกจากร่างกายไปทางปัสสาวะ ถ้ามีจำนวนปัสสาวะ
ลดลงอาจแสดงว่าการทำงานของไตเสื่อมลงหรือเกิดจากดื่มน้ำน้อยหรือเกิดจากไข้
ฯลฯ เป็นต้น

- ปัสสาวะที่มีสีเปลี่ยนไปเป็นสีคล้ำแบบสีชาแก่มากๆ เป็นได้จากหลายสาเหตุ เช่น
ปัสสาวะที่เข้มข้นมากซี่งเกิดจากร่างกายขาดน้ำ มีเลือดออกในทางเดินปัสสาวะ
ภาวะเม็ดเลือดแดงแตกในกระแสโลหิต (intravacular hemolysis)
หรือภาวะดีซ่าน (jaundice) เป็นต้น สาเหตุเหล่านี้อาจเกิดจากโรคเอส แอล อ
ี กำเริบ จากภาวะแทรกซ้อนของโรคหรือจากการรักษาก็ได้ ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์
ทันทีเพื่อการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง

- น้ำสีขาวที่ออกจากช่องปัสสาวะ อาจเกิดจากการอักเสบของท่อปัสสาวะ และ
ในกรณีผู้ป่วยหญิงต้องพิจารณาแยกจากน้ำที่ออกจากบริเวณช่องคลอดด้วย
ถ้าผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์