บทนำ

     โรคเอส แอล อี เป็นโรคที่พบบ่อยโรคหนึ่งและมีความรุนแรงมากในบางระยะของโรค
พบในผู้ป่วยเพศหญิงมากกว่าเพศชาย โดยร้อยละ 65 ของผู้ป่วยมีอายุในช่วง 16-55 ปี 
ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของโรคเอส แอล อี แต่พบว่ามีภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติทำให้เกิด
การอักเสบในเนื้อเยื่อระบบต่างๆของร่างกาย ขบวนการอักเสบนี้ทำให้เกิดอาการต่างๆ
เช่น ไข้ ปวดข้อ ผื่นผิวหนัง และทำให้อวัยวะต่างๆทำงานผิดปกติ หากเป็นรุนแรงอาจทำ
ให้การทำงานของอวัยวะล้มเหลว เช่น ไตวาย หัวใจวาย เป็นต้น ผู้ป่วยเอส แอล อี อาจมี
ความรุนแรงของโรคไม่มาก เช่นมีแค่อาการปวดข้อและผื่นที่หน้า หรือมีอาการรุนแรงมาก
ในระบบอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย เช่น เกิดภาวะโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตก 
เลือดออกง่ายจากเกล็ดเลือดต่ำ เหนื่อยหอบ-แน่นหน้าอกจากเนื้อเยื่อหัวใจอักเสบ 
ชักจากสมองอักเสบหรือหลอดเลือดในสมองอุดตัน และอาจเกิดอาการบวม ความดันโลหิต
สูงจากการอักเสบที่ไต

     ไต เป็นอวัยวะสำคัญระบบหนึ่งที่เกิดความผิดปกติได้บ่อย  โดยประมาณร้อยละ 50
ของผู้ป่วยมีอาการของโรคไตหรือถูกตรวจพบว่ามีโรคไตร่วมด้วยตั้งแต่เริ่มวินิจฉัยได้ว่า
เป็นเอส แอล อี และพบอุบัติการของโรคไตเพิ่มขึ้นอีกประมาณร้อยละ 25 เมื่อติดตาม
ผู้ป่วยต่อไป สาเหตุของโรคไตอาจเกิดจากการอักเสบของเอส แอล อี โรคแทรกซ้อนหรือ
ผลของการใช้ยาที่ไม่ถูกต้องของผู้ป่วย โรคไตในระยะแรกมักไม่มีอาการ แพทย์ต้องวินิจฉัย
จากการตรวจปัสสาวะหรือเลือดของผู้ป่วย ในบางกรณีต้องใช้การเจาะไต (kidney biopsy)
และตรวจเนื้อเยื่อไต เพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้อง การพิจารณาเลือกให้การรักษาที่เหมาะสมตาม
ระยะและความรุนแรงของโรค การรักษาในระยะแรกจะได้ผลดีกว่าเมื่อเป็นมากแล้ว ดังนั้น
ผู้ป่วยจึงควรร่วมมือในขบวนการตรวจวินิจฉัยต่างๆที่จำเป็นตามคำแนะนำของแพทย์

     การรักษาโรคเอส แอล อี และโรคไตต้องทำควบคู่กันไป  แพทย์จะปรับยาและวิธีการรักษา
ต่างๆตามสภาวะของผู้ป่วยแต่ละรายและผลการตอบสนองต่อการรักษานั้นๆ ผู้ป่วยต้องรับ
ประทานยาและปฎิบัติตัวตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีที่สุดและ
หลีกเลี่ยงผลข้างเคียงต่างๆที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการรักษา แม้อาการของโรคสงบลง ผู้ป่วย
ยังต้องติดตามการรักษา-ดูแลจากแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพราะอาจมีการกำเริบของโรคได้ 
ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงปัจจัยต่างๆที่อาจกระตุ้นการกำเริบของโรค เช่น แสงแดด 
ยาคุมกำเนิด-ฮอร์โมนบางชนิด ความตึงเครียด เป็นต้น ผู้ป่วยที่เป็นหญิงจำเป็นต้องปรึกษา
วางแผนครอบครัว-การคุมกำเนิดและช่วงเวลาการตั้งครรภ์ที่เหมาะสมกับแพทย์ เพราะ
การตั้งครรภ์ในขณะที่โรคเอส แอล อียังไม่สงบจะเกิดอันตรายรุนแรงต่อทั้งแม่และลูก 
การป้องกันการตั้งครรภ์ที่ไม่เหมาะสมนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

     เมื่อการทำงานของไตบกพร่องจะเกิดภาวะไตวาย ซี่งมี 2 แบบคือ ไตวายเฉียบพลันและ
ไตวายเรื้อรัง ภาวะไตวายเฉียบพลันที่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องในระยะแรก
มักมีการทำงานของไตกลับคืนมาได้ดี ผู้ป่วยที่มีไตวายเรื้อรัง ควรได้รับการรักษา
เพื่อชะลอความเสื่อมของไตด้วย เช่น การควบคุมระดับความดันโลหิตให้เหมาะสม 
รับประทานอาหารโปรตีนและฟอสเฟตต่ำ บริโภคเกลือสารโพแทสเซียมและน้ำในปริมาณ
ที่เหมาะสม การควบคุมอาหารของผู้ป่วยโรคไตควรอยู่ภายใต้คำแนะนำและการดูแล
ของแพทย์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากโรคไตแต่ละชนิดและภาวะไตวายแต่ละระยะต้องการ
การควบคุมอาหารต่างกัน หากปฏิบัติตัวไม่ถูกต้องอาจเกิดอันตรายต่อร่างกาย
เกิดความบกพร่องในการทำงานของระบบอวัยวะต่างๆ และอาจทำให้การทำงาน
ของไตกลับเสื่อมลงเร็วกว่าเดิมก็ได้

     เมื่อไตวายถึงระยะสุดท้าย ผู้ป่วยที่เหมาะสมสามารถรับการบำบัดทดแทนการทำงาน
ของไต เช่น การล้างไตทางช่องท้อง การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม และการผ่าตัด
ปลูกถ่ายไต การปลูกถ่ายไตเป็นการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยที่มีไตวายระยะสุดท้าย
ซึ่งได้ผลไม่ต่างจากการปลูกถ่ายไตในผู้ป่วยที่ไม่ได้เป็นเอส แอล อี

     กล่าวโดยสรุป ผู้ป่วยโรคเอส แอล อี มีโรคไตร่วมด้วยบ่อย การวินิจฉัยได้ตั้งแต่ระยะแรก
ของโรคและการรักษาที่ถูกต้อง การควบคุมอาหารและน้ำให้เหมาะสมตามสภาวะการทำงาน
ของไต ทำให้สามารถหลีกเลี่ยงผลแทรกซ้อนที่อันตรายและผู้ป่วยมักมีอาการดีขึ้นได้เป็นอย่าง
มากผู้ป่วยจำเป็นต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดและติดตามการรักษาอย่าง
สม่ำเสมอกำลังใจที่เข้มแข็งและความร่วมมือในการรักษาของผู้ป่วยมีความสำคัญเป็นอย่างมาก
ต่อผลของการรักษาในผู้ป่วยเพศหญิงที่ต้องการมีบุตร ควรปรึกษาวางแผนครอบครัวให้ตั้งครรภ์
ในช่วงที่เหมาะสม ผู้ป่วยที่มีไตวายระยะสุดท้าย อาจสามารถรับการบำบัดทดแทนกาทำงานของไต
ได้แก่ การล้างไตทางช่องท้อง การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม และการผ่าตัดปลูกถ่ายไต