1. โลหิตจาง เนื่องจากเม็ดเลือดแดงถูกทำลายโดย autoantibodies ต่อเม็ดเลือดแดง เรียกว่า autoimmune hemolytic anemia ทำให้ผู้ป่วยซีดลงกว่าปกติ มีอาการหน้ามืด วิงเวียน เหนื่อยง่าย เนื่องจากขาด oxygen ไปเลี้ยงอวัยวะที่สำคัญ เช่น สมองและหัวใจ ในรายที่มีการทำลายเม็ดเลือดแดงมาก อาจตรวจพบว่าผู้ป่วยเหลือง ตับม้ามโตได้ ยิ่งมีการทำลายมากก็ยิ่งซีดมากขึ้น ระดับฮีโมโกลบินจะต่ำมาก อาจต่ำถึง 5-6 gm% (ปกติ 12-14 gm%)
2. มีการติดเชื้อง่าย เพราะเม็ดเลือดขาวจำพวก neutrophils และ lymphocytes ถูกทำลาย จำนวนจะลดต่ำลง ขาดเซลล์ที่จะช่วยกำจัดเชื้อโรคต่าง ๆ ทั้งเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อรา ผู้ป่วย SLE จะติดเชื้อง่าย และเมื่อติดเชื้อแล้วจะลุกลามแพร่กระจายไปตามอวัยวะต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว เป็นสาเหตุสำคัญอันหนึ่งที่ทำให้ผู้ป่วยถึงแก่กรรมได้ ในกรณีนี้ จำนวนเม็ดเลือดขาวจะต่ำลง อาจต่ำได้ถึง 3000/ลบ.มม. (คนปกติ 5000-10000/ลบ.มม.) ปัญหาเม็ดเลือดขาวต่ำจะพบประมาณ 50% ในผู้ป่วย SLE ทั้งหมด
3. มีเลือดออกง่าย ตรวจพบเป็นจ้ำเลือดเล็ก ๆ ที่ผิวหนัง ถ้ารุนแรงจะมีเลือดออกจากเยื่อเมือก เช่น จากไรฟัน เลือดกำเดาออก เลือดออกที่ตา (รูปที่ 4) เกิดจากเร็ดเลือดถูกทำลายไปจนมีจำนวนต่ำลง (ในคนปกติเกร็ดเลือด 150000-40000/ลบ.มม.) ในกรณีที่เกร็ดเลือดต่ำกว่า 20000/ลบ.มม. จะมีอันตรายเพราะอาจออกในที่สำคัญ เช่น ในสมองและถึงแก่กรรมได้ ในกรณีที่เกร็ดเลือดต่ำไม่มากจะมีเลือดออกเมื่อถูกของมีคม เช่น มีดบาด ถอนฟัน หรือผู้ป่วยได้รับการผ่าตัด การทำผ่าตัดในผู้ป่วย SLE จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจมีเลือดออกได้จากเกร็ดเลือดต่ำและหลอดเลือดไม่แข็งแรงเช่นคนปกติ
4. ในกรณีที่มี autoantibodies ต่อต้านสารในระบบการแข็งตัวของเลือด (circulating anticoagulant) มีอาการได้ 2 แบบ คือ
4.1 เลือดออกจากเส้นเลือดใหญ่ อาจพบเป็นจ้ำใหญ่ กดเจ็บ บวม ผิวหนังมีสีคล้ำชัดเจน อาจมีเลือดออกในอวัยวะที่สำคัญ ปัญหาดังกล่าวนี้พบได้บ้างแต่ไม่มากนัก แต่เมื่อพบแล้วต้องรีบให้การรักษาทันที โดยการให้พลาสม่าทดแทนสารที่ขาดไปและรักษา SLE อย่างรีบด่วน
4.2 มีลิ่มเลือดเกิดขึ้น เพราะ circulating auticoagulant ที่เกิดมีผลกระทบต่อเซลล์ที่กรุหลอดเลือดด้านใน หรือไปกระตุ้นเกร็ดเลือดให้ทำหน้าที่มากขึ้น จึงทำให้เกิดลิ่มเลือดตามมา ผู้ป่วยที่มีปัญหานี้มักจะมีพยาธิสภาพที่อวัยวะต่าง ๆ ร่วมด้วย เช่น ที่สมอง และไต มีการพยากรณ์โรคที่ไม่ดี