การรักษาเพื่อควบคุมการกำเริบของโรค

     
เมื่อมีการอักเสบเกิดขึ้นที่อวัยวะใด อวัยวะนั้นมักจะถูกทำลายจนสูญเสียสมรรถภาพในการทำงานไปในที่สุด  หากสามารถควบคุมการอักเสบที่เกิดขึ้นได้เร็ว การทำลายอวัยวะก็จะมีน้อย การเลือกการรักษาที่เหมาะสมจะอาศัยความรุนแรงของโรคเป็นแนวทางดังนี้

          1. โรคลูปัสที่มีอาการน้อย ไม่เป็นปัญหาต่อการดำเนินชีวิตของผู้ป่วย เช่น อาการทางผิวหนัง มีผื่นที่หน้า ปวดข้อ  ซีดเล็กน้อย อาจให้การรักษาด้วยยาทาคอร์ติโคสเตียรอยด์เฉพาะบริเวณ หรือยาที่ใช้รักษามาเลเรีย เช่น คลอโรควิน ขนาด 250 มก./วัน อาการทางข้อ อาจใช้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ไข้ ปวดกล้ามเนื้อ หรือเยื่อบุปอดหรือหัวใจอักเสบ อาจใช้ยาสเตียรอยด์ในขนาดต่ำ ๆ ร่วมด้วย เมื่อคุมโรคได้จึงค่อยลดยาลง

          2. โรคลูปัสที่มีอาการปานกลาง ได้แก่ผู้ป่วย ที่มีเยื่อบุอักเสบ มีไข้ น้ำหนักลด มีตะกอนผิดปกติในปัสสาวะเล็กน้อย  มีโปรตีนในปัสสาวะไม่มาก ผื่นทางผิวหนังบางชนิด เช่น อาจเริ่มด้วยยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์  ยาแดปโซน (dapsone) ถ้ายังไม่ดีขึ้นก็ควรให้การรักษาด้วยยา เพร็ดนิโซโลน (prednisolone) ขนาด 20-30 มก./วัน อาจให้ยาอะซาไธโอพรีน (azathioprine) ขนาด 1-2 มก./กก./วัน ร่วมด้วย เมื่อมีอาการหรือผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการดีขึ้นค่อยลดยาลง ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อติดตามการดำเนินโรคทุก 3-4 เดือน แม้ว่าโรคจะสงบแล้ว

          3. โรคลูปัสที่มีอาการรุนแรง ผู้ป่วยที่มาด้วยอาการของอวัยวะสำคัญ มีการดำเนินโรครุนแรงและรวดเร็วเหล่านี้ ถ้าให้การรักษาไม่ทันอาจจะเกิดการสูญเสียอวัยวะหรือมีอันตรายถึงชีวิตได้ เช่น อาการทางไต อาการทางสมอง อาการปอดอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ อาการทางระบบเลือด  มีเม็ดเลือดขาวต่ำมาก หรือจำนวนเกร็ดเลือดต่ำมาก หรืออาการของระบบทางเดินอาหารที่รุนแรงเช่น หลอดเลือด มีเซนเตอริคอักเสบ (mesenteric artery vasculitis) ผู้ป่วยกลุ่มนี้ต้องได้รับยาเพื่อควบคุมการกำเริบของโรคโดยเร็ว  โดยมีขั้นตอนในการรักษาดังนี้

                    3.1  ถ้าผู้ป่วยยังรับประทานอาหารหรือยาได้ และอาการของโรคพอจะรอดูการตอบสนองได้สัก  2-3 วัน ให้ยาสเตียรอยด์ขนาดสูงโดยการรับประทาน มักเป็นยาเพร็ดนิโซโลนขนาด 1-2 มก./กก./วัน โดยในระยะแรกควรแบ่งยาให้วันละ 3-4 ครั้ง โดยทั่วไปผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นภายใน 5-10 วัน แต่ถ้าเป็นอาการทางไต อาจต้องใช้เวลาถึง 3-10 สัปดาห์ เมื่ออาการและผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการเริ่มกลับมาเป็นปกติจึงค่อยลดยาลงในอัตราประมาณ 5 มก./สัปดาห์ เมื่อลดยาจนเหลือ 30 มก./วัน ควรลดยาต่อไปให้ช้าลงในอัตราประมาณ 2.5 มก./สัปดาห์ แล้วจึงค่อยลดยาลงในอัตราที่ช้ากว่าเก่า เช่นประมาณ 5-10 มก./เดือน  ยาในขนาดต่ำ ๆ เช่น 5-10 มก./วัน อาจให้เป็นวันละครั้งได้ เมื่อคุมโรคต่อไปได้อีกระยะหนึ่งจึงค่อยปรับเปลี่ยนเป็นการให้ยาแบบวันเว้นวัน

ผู้ป่วยที่ได้รับยาเพร็ดนิโซโลนขนาดสูงต้องระวังปัญหาจากการติดเชื้อ  นอกจากนี้ผู้ป่วยอาจมีปัญหาเรื่องนอนไม่หลับ อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย สิวขึ้น น้ำตาลในเลือดสูง  ความดันโลหิตสูง อาการทางจิต ถ้าได้รับยาเป็นเวลานาน ๆ ก็มีโอกาสเกิดหัวกระดูกในข้อยุบจากการขาดเลือด (avascular necrosis), ภาวะกระดูกพรุน และต้อกระจกด้วย ดังนั้น ถ้าผู้ป่วยอาการดีขึ้นหรืออาการไม่ตอบสนองต่อการรักษาภายในระยะเวลาอันสมควร  ควรลดยาลงทันทีหรือเปลี่ยนไปรักษาด้วยวิธีอื่น

                    3.2  การให้ยาสเตียรอยด์ในขนาดสูงทางหลอดเลือดดำ มีที่ใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการเกิดขึ้นเฉียบพลันและรุนแรง เช่น สมองอักเสบ ปอดอักเสบที่รุนแรง ไตอักเสบรุนแรง หรืออาการที่รักษาด้วยยากินแล้วไม่ได้ผล เช่น ภาวะจำนวนเกร็ดเลือดต่ำที่ดื้อต่อการรักษา ยาแบบนี้โดยทั่วไปจะอยู่ในรูปของยาเมธิลเพร็ดนิโซโลน (methylprednisolone) ขนาด 1 กรัม ให้ทางหลอดเลือดดำช้า ๆ ภายในเวลา 30 นาทีต่อเนื่องกัน 3 วัน หรืออาจใช้เป็นเด็กซ่าเมธาโซน (dexamethasone) ขนาด 20-500 มก./วัน แทนก็ได้  การรักษาด้วยวิธีนี้ให้ผลรวดเร็วกว่าโดยการกิน แต่ผลที่ได้มักคงอยู่เพียงช่วงสั้น ๆ ต้องให้ยาสเตียรอยด์รับประทานร่วมไปด้วยโดยอาจจะลดยาได้เร็วขึ้น ผู้ป่วยที่มีปัญหาในเรื่องการดูดซึมยาจากทางเดินอาหาร  เช่นผู้ป่วยที่บวมมาก ๆ หรือมีอาการรุนแรงของระบบทางเดินอาหาร ควรให้ยาสเตียรอยด์ทางหลอดเลือดดำ  ผลข้างเคียงของการให้ยาสเตียรอยด์ขนาดสูงทางหลอดเลือดดำ ไม่ต่างจากการให้รับประทานทุกวัน

                    3.3  การบำบัดด้วยยากดภูมิคุ้มกัน (immunosuppressive therapy) เช่นยาอะซาไธโอพริน หรือยาซัยโคลฟอสฟาไมด์  ข้อบ่งชี้สำหรับการใช้ยากลุ่มนี้ได้แก่

                              3.3.1 โรคลูปัสที่เป็นรุนแรงถึงขั้นเป็นตายเท่ากันและไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยการให้ยาสเตียรอยด์ขนาดสูงทางหลอดเลือดดำ

                              3.3.2 โรคลูปัสที่มีอาการของอวัยวะสำคัญที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาสเตียรอยด์ในระยะเวลาอันสมควร

                              3.3.3 ผู้ป่วยโรคลูปัสที่อาการของอวัยวะสำคัญกำเริบมากขึ้นเมื่อเริ่มลดยาสเตียรอยด์หรือต้องให้ยาสเตียรอยด์เพื่อรักษาภาวะสงบในขนาดที่สูงเกินไป

                              3.3.4 ผู้ป่วยลูปัสที่มีผลข้างเคียงจากการรักษาด้วยยาสเตียรอยด์มากเกินไป เช่น มีหัวกระดูกในข้อยุบจากการขาดเลือด,  มีอาการทางจิตจากยา

                              3.3.5 ผู้ป่วยที่มีอาการของอวัยวะสำคัญและมีข้อห้ามในการใช้ยาสเตียรอยด์อยู่ด้วย เช่น มีความดันโลหิตสูงที่คุมไม่ได้ มีภาวะกระดูกพรุนมาก

          โดยทั่วไปการให้ยากดภูมิคุ้มกันมักต้องให้ร่วมกับยาสเตียรอยด์เนื่องจากยากดภูมิคุ้มกันออกฤทธิ์ช้ากว่า  บางครั้งต้องรอถึง 3-6 เดือน ยาอะซาไธโอพรีน มีประสิทธิภาพในการกดภูมิคุ้มกันน้อยกว่าซัยโคลฟอสฟาไมด์  แต่ผลข้างเคียงก็น้อยกว่าด้วย หรือในสตรีอายุน้อยที่ยังต้องการมีบุตร ถ้ารักษาด้วยยาสเตียรอยด์ไม่ได้ผล ก็มักพิจารณาให้อะซาไธโอพรีนเสริมเข้าไปก่อน เพราะยานี้ก่อให้เกิดภาวะมีบุตรยาก น้อยกว่ายาซัยโคลฟอสฟาไมด์

          ในปัจจุบันการให้ยาเพร็ดนิโซโลนขนาดสูงร่วมกับยาซัยโคลฟอสฟาไมด์ขนาดสูงทางหลอดเลือดดำดูจะเป็นวิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด  ไม่ว่าจะเป็นอาการไตอักเสบหรืออาการอักเสบของอวัยวะสำคัญอื่น ๆ นอกจากนี้ผลข้างเคียงยังน้อยกว่าการให้ยาด้วยวิธีกินทุกวัน  ปัญหาประการหนึ่งคือ ยานี้ควรให้นานเท่าใด การศึกษาทั้งในคนไทยและต่างประเทศ พบว่าถ้าให้ยาในระยะสั้นประมาณ 6-9 เดือน โอกาสที่โรคจะกำเริบขึ้นมาอีกมีสูง แต่ถ้าให้ทุก 3 เดือน ต่อไปอีก 2 ปี การกำเริบจะเกิดน้อยลงจึงแนะนำให้ให้ยาทางหลอดเลือดดำเดือนละครั้งจนเริ่มมีการตอบสนองต่อการรักษาซึ่งโดยมากจะเป็นครั้งที่ 3-4 หลังจากนั้นควรเลื่อนระยะห่างในการให้ยาเป็นทุก 6, 8 และ 12 สัปดาห์ตามลำดับ  และคงการให้ยาทุก 12 สัปดาห์จนครบ 3 ปี หลังจากที่อาการไตอักเสบสงบลง โดยมีโปรตีนในปัสสาวะน้อยกว่า 1 กรัม/วันหรือจำนวนเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะน้อยกว่า 10 เซลล์