ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมานี้ อัตราการอยู่รอดของผู้ป่วยลูปัสดีขึ้นมาก จากประมาณร้อยละ 16 ที่จะอยู่ได้เกิน 3 ปี ในช่วงปี ค.ศ. 1950-1955 มาเป็นร้อยละ 40 หลังจากที่มีการนำยาสเตียรอยด์มาใช้รักษาโรคในช่วงปี ค.ศ. 1956-1962 และเป็นร้อยละ 87 ในช่วงปี ค.ศ. 1963-1973 จากการที่มียาปฏิชีวนะ ยาลดความดัน และประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วยไตวาย จากการสำรวจล่าสุดโดย Reveille และคณะในปี ค.ศ. 1990 พบว่าผู้ป่วยลูปัสมีชีวิตยืนยาวยิ่งขึ้นไปอีก โดยร้อยละ 89 จะอยู่ได้เกิน 5 ปี และพบว่าอาการตามระบบที่ทำให้ผู้ป่วยมีอัตราตายสูงได้แก่ อาการทางไต ทางระบบประสาท จำนวนเกร็ดเลือดต่ำ ซีดและความดันโลหิตสูง นอกจากนี้ตัวแปรอื่นที่อาจมีผลต่อการพยากรณ์โรคลูปัสได้แก่ ประสบการณ์ของผู้ให้การรักษาและความพร้อมของเครื่องมือ อายุที่เกิดโรคถ้าน้อยกว่า 30 ปี การพยากรณ์โรคจะเลวกว่าผู้ป่วยที่เกิดโรคเมื่ออายุมากกว่า 50 ปี เชื้อชาติเมื่อเปรียบเทียบกันพบว่าอัตราตายในผู้ป่วยผิวดำ ผิวเหลือง และผิวขาวจะเป็น 8.4, 6.8 และ 2.8 ต่อล้านคนตามลำดับ และเพศชายจะมีอาการจะค่อนข้างหนักกว่าเพศหญิงเป็นต้น การติดเชื้อก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญอีกอันหนึ่งที่ทำให้อัตราการอยู่รอดของผู้ป่วยโรคลูปัสน้อยลง
สาเหตุการตายของผู้ป่วยโรคลูปัสมีแตกต่างกันไปในแต่ละรายงาน
แต่พอจะสรุปได้ว่า ผู้ป่วยที่ตายภายใน 5 ปี แรกหลังจากเริ่มมีอาการมักจะมีสาเหตุมาจากการกำเริบของโรคเอง
โดยเฉพาะที่ไตและระบบประสาท รองลงมาคือตายจากการติดเชื้อ ส่วนผู้ป่วยที่ตายในปีหลัง
ๆ เมื่อมีอาการมานานเกิน 5 ปี แล้วมักตายจากโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น กล้ามเนื้อหัวใจตายจากเส้นเลือดหัวใจอุดตัน