เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้ที่เป็น เอส แอล อี จึงจำเป็นต้องมีข้อระมัดระวังในการใช้ชีวิตประจำวันมากกว่าคนปกติ คุณหมอแนะนำว่า ตั้งแต่เรื่องความสะอาด อาหารทุกอย่างควรทำสุกและสะอาด เพราะในบ้านเรานี่พบการติดเชื้อทางเดินอาหารบ่อยมาก หลีกเลี่ยงแสงแดดและที่ชุมชนแออัด ซึ่งอาจทำให้ติดเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ ถ้าเครียดมาก หรือหักโหมงานหนัก อดนอนก็ทำให้โรคกำเริบได้ รวมถึงญาติของผู้ป่วยก็ต้องสนับสนุนในเรื่องจิตใจให้กำลังใจผู้ป่วย เรื่องจิตใจนี่สำคัญ เพราะโรคนี้เป็นโรคเรื้อรัง ต้องต่อสู้อีกไกล บางคนเป็นที่ไต ก็ต้องระวังเรื่องอาหารการกิน งดอาหารที่มีรสเค็ม ลดอาหารจำพวกโปรตีนลง กินไม่ได้เท่าที่อยากกิน เป็นต้น และที่สำคัญมากก็คือรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ
ผศ. น.พ. กิตติ ยังฝากบอกคนที่เข้าใจว่าเป็น เอส แอล อี แล้ว ห้ามมีบุตรว่า ก็มีส่วนในกรณีที่โรคยังเป็นมากอยู่ เพราะจะเป็นอันตรายทั้งแม่และเด็ก แต่ถ้าอยากมีบุตรจำเป็นต้องรอรักษาจนแน่ใจว่าโรคสงบแล้ว อย่างน้อยประมาณ 6 เดือนขึ้นไป ก็อาจจะพิจารณาการมีบุตรได้
สำหรับคนทั่วไปที่กลัวว่าจะเป็นโรค เอส แอล อี ไม่ควรวิตกกังวลมาก
อย่างที่ ผศ. น.พ. กิตติ บอกแล้วว่าสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากกรรมพันธุ์ คนที่เป็นแล้วก็ไม่ต้องกลัว
ถ้าปฏิบัติตัวตามแพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด อาการของโรคก็มักจะสงบลง สามารถใช้ชีวิตเป็นปกติสุขเหมือนคนทั่วไปได้