จะใช้ชีวิตอย่างไรเมื่อเป็นโรค เอส แอล อ

ผู้ป่วยโรค เอส แอล อี ส่วนมากเมื่อทราบว่าตัวเองเป็นโรค เอส แอล อี จะมีความกังวลใจ ไม่ทราบว่าตัวเองจะเป็นอย่างไรต่อไป
จะมีครอบครัวมีบุตรได้หรือไม่ จะเรียนหนังสือจบไหม จะทำงานที่ตัวเองตั้งใจเอาไว้ได้หรือไม่ โรค เอส แอล อีจะถึงกับทำให้เสียชีวิต
หรือไม่ จะมีอายุสั้นลงหรือไม่ คำตอบสำหรับปัญหาเหล่านี้คงอยู่ที่ว่าผู้ป่วยที่เป็นโรค เอส แอล อี หลังจากที่ได้รับการรักษาแล้ว
อาการของโรคดีขึ้น โรคสงบลงแค่ไหน ถ้าโรค เอส แอล อี สงบลงจนผู้ป่วยเป็นปกติก็สามารถมีบุตรได้มีครอบครัวได้เหมือนคนปกติ
ทั่วไปจะเรียนหนังสือหรือทำการงานต่าง ๆ ได้ตามปกติ อายุขัยก็ไม่สั้นกว่าคนปกติ แต่การจะทำให้โรค เอส แอล อี สงบลงไม่สามารถ
ทำได้ด้วยการรักษาจากแพทย์ หรือจากโรงพยาบาลอย่างเดียวเท่านั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ป่วยที่จะปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง
ไม่ให้โรคกำเริบและป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นปฏิบัติตัวให้ถูกต้องเพื่อให้ภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติเปลี่ยนแปลง
กลับสู่สภาพเดิมให้มากที่สุดเพื่อให้โรคสงบลง การใช้ชีวิตของผู้ป่วยโรค เอส แอล อี จำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อควรปฏิบัติดังน
ี้
แสงแดด-ศัตรูตัวร้าย

สำหรับคนทั่วไปแสงแดดช่วยให้ร่างกายสร้างวิตะมินดี มีประโยชน์ แต่สำหรับผู้ป่วยโรค เอส แอล อี แสงแดดเป็นศัตรูตัวร้าย
เพราะพลังงานจากแสงแดดจะทำปฏิกริยากับเซลที่ผิวหนัง ทำให้กระตุ้นภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติของผู้ป่วยโรค เอส แอล อี ให้กำเริบ
ทำให้เกิดการอักเสบที่ผิวหนังและอวัยวะอื่นตามมา นอกจากแสงแดดโดยตรงแล้วไอร้อนจากแสงแดดก็สามารถทำให้โรค เอส แอล อี
กำเริบได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นผู้ป่วยโรค เอส แอล อี ควรหลีกเลี่ยงแสงแดด โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ช่วงเวลา 10.00 น ถึง 16.00 น
ถ้าจำเป็นต้องออกแดดควรสวมเสื้อผ้าแขนยาว-ใส่หมวก (ยิ่งมีปีกกว้างยิ่งดี) และกางร่ม นอกจากนี้ควรใช้ยาทากันแดดที่ป้องกัน
แสงอุลตร้าไวโอเลตได้ดี การพักผ่อนให้เพียงพอเป็นสิ่งสำคัญ ผู้ป่วยโรค เอส แอล อี ควรมีการนอนหลับพักผ่อนวันละ 6-8 ชั่วโมง
การนอนหลับนี้ควรเป็นการนอนหลับที่มีคุณภาพ ไม่ใช่นอนหลับ ๆ ตื่น ๆ การอดนอนนอนไม่หลับหรือนอนหลับไม่สนิทติดต่อกัน
หลายวันอาจทำให้โรคกำเริบได้ หรือทำให้โรค เอส แอล อี ไม่ดีขึ้นเท่าที่ควร ความเครียด-เพชรฆาตเงียบความเครียดทั้งทางร่างกาย
และจิตใจสามารถทำให้ระบบภูมิคุ้มกันเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เลวลงได้ ทำให้โรค เอส แอล อี กำเริบได้ผู้ป่วยบางราย
อาจจะไม่รู้ตัวว่ากำลังมีความเครียดอยู่ก็ได้ แต่การเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังอย่างโรค เอส แอล อี ก็เป็นความเครียดอย่างหนึ่งแต่จะมาก
หรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับผู้ป่วยแต่ละรายว่าจะคิดได้หรือทำใจได้อย่างไร ดังนั้นผู้ป่วยโรค เอส แอล อี จึงควรพยายามฝึกจิตใจให้ปล่อยวาง
ไม่หมกหมุ่นหรือวิตกกังวล พยายามทำใจให้ยอมรับโรคและปัญหาอื่น ๆ ที่เกิดขึ้น ทำจิตใจให้สงบและค่อย ๆ แก้ปัญหาต่าง ๆ ไปตาม
ลำดับ

การออกกำลังกายเป็นยาวิเศษ

การออกกำลังกายสม่ำเสมอจะช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น ช่วยปรับเปลี่ยนภูมิคุ้มกันให้ทำงานดีขึ้น กลับเข้าสู่ภาวะปกติได้เร็วขึ้น
นอกจากนี้ยังช่วยทำให้จิตใจสบาย สงบและเข้มแข็งขึ้น ทำให้สามารถปรับตัวกับปัญหาต่าง ๆได้ดีขึ้น จึงเป็นประโยชน์สำหรับผู้ป่วย
โรค เอส แอล อี แต่การออกกำลังกายที่หักโหมเกินไป จะทำให้เป็นการเพิ่มความเครียดทางร่างกายทำให้โรคกำเริบได้เช่นเดียวกัน

ความสะอาด ปราศจากการติดเชื้อ-กุญแจสู่โรคสงบ

โรค เอส แอล อีถึงแม้เป็นโรคที่รุนแรงและเรื้อรังแต่ด้วยความรู้ทางการแพทย์ในปัจุบันสามารถรักษาให้โรคสงบลงและปราศจาก
ภาวะแทรกซ้อนได้ไม่ยาก แต่ผู้ป่วยโรค เอส แอล อี ที่มีปัญหาต้องเข้า ๆ ออก ๆโรงพยาบาลเพราะอาการหนัก หรือถึงขนาดเสียชีวิต
ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากมีการติดเชื้อโรคแทรกซ้อน เช่นเป็นปอดบวม ติดเชื้อวัณโรค ติดเชื้อไทฟอยด์ ติดเชื้อราต่าง ๆ ทำให้การรักษา
โรคยุ่งยากและซับซ้อนขึ้นมากเนื่องจากการรักษาโรค เอส แอล อีต้องใช้ยากดภูมิคุ้มกันหรือยาสเตียรอยด์ซึ่งการใช้ยาเหล่านี้
ก็จะทำให้การกำจัดเชื้อโรคต่าง ๆที่อยู่ในร่างกายของผู้ป่วยด้วยยาปฏิชีวนะต่าง ๆได้ผลไม่เต็มที่หรือไม่สามารถกำจัดเชื้อออกไป
ได้วิธีที่ดีที่สุดคือพยายามป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อขึ้นในระหว่างที่รักษาโรคเอส แอล อี อยู่ดังนั้นผู้ป่วยโรค เอส แอล อี
จึงควรหลีกเลี่ยงการไปอยู่ในสถานที่แออัดที่มีคนหนาแน่น อากาศไม่บริสุทธิ์เพราะจะทำให้เข้าใกล้คนที่กำลังเป็นโรคติดเชื้อ
เช่น ไข้หวัดหรือวัณโรคจะมีโอกาสติดเชื้อจากทางเดินหายใจได้ง่าย นอกจากนี้ยังต้องระวังเรื่องความสะอาดของอาหารที่รับประทาน
ไม่รับประทานอาหารที่ไม่สุกหรือไม่สะอาดเพราะจะมีโอกาสติดเชื้อโรคแบคทีเรียหรือเชื้อพยาธิต่าง ๆ ที่มากับอาหาร โดยเฉพาะ
เชื้อไทฟอยด์ ถ้ามีลักษณะที่บ่งชี้ว่ามีการติดเชื้อ เช่น ไข้สูง หนาวสั่น มีตุ่มฝีหนองตามผิวหนังหรือไอมีเสมหะสีเหลือง สีเขียว
หรือมีปัสสาวะแสบขัด ควรรีบไปปรึกษาแพทย์ทันที นอกจากนี้ถ้าผู้ป่วยโรค เอส แอล อีกำลังได้รับการรักษาด้วยยากดภูมิคุ้มกัน
เช่น ยาอิมูเรน (imuran) หรือยาเอ็นด๊อกแซน (endoxan)ให้หยุดยานี้ชั่วคราวในระหว่างที่มีการติดเชื้อ

ยานอกระบบ-คบไม่ได้

้ผู้ป่วยโรค เอส แอล อี ไม่ควรรับประทานยาเองโดยไม่จำเป็น เพราะยาบางอย่างอาจทำให้โรคกำเริบได้ โดยเฉพาะยาคุมกำเนิด
ควรปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะใช้ยาอื่นที่นอกเหนือจากที่แพทย์สั่ง นอกจากยาแล้วอาหารเสริมหรือยาสมุนไพรบำรุงร่างกายบางอย่าง
ก็ทำให้โรคกำเริบรุนแรงได้ เช่น โสม เพราะอาจจะกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้กำเริบได้ดังนั้นการจะรับประทานยาบำรุงหรืออาหารเสริม
จึงควรปรึกษาแพทย์ที่รักษาโรค เอส แอล อี ก่อนว่ารับประทานได้หรือไม่มีบุตรได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมในระหว่างที่โรค
เอส แอล อี ยังไม่สงบ ผู้ป่วยยังได้รับการรักษาและติดตามการรักษาอยู่ควรมีการป้องกันการตั้งครรภ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากกำลัง
ได้ยากดภูมิคุ้มกันอยู่ เพราะการตั้งครรภ์อาจทำให้โรคกำเริบได้การป้องกันการตั้งครรภ์ไม่ควรใช้ยาคุมกำเนิดทั้งชนิดกินและฉีดที่มี
ฮอร์โมนเอสโตรเจนอยู่ เพราะอาจทำให้โรคกำเริบได้ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรใช้วิธีใส่ห่วงเพราะอาจเกิดการติดเชื้อโรคในช่องคลอด
หรือมดลูกได้มากกว่าคนปกติ วิธีการป้องกันการตั้งครรภ์ที่แนะนำคือ การใช้ถุงยางอนามัยและการนับวันไข่ตก เมื่อโรค เอส แอล อี
อยู่ในระยะสงบแล้วเป็นเวลามากกว่า 6 เดือน สามารถตั้งครรภ์ได้ แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อน และขณะตั้งครรภ์ควรมีการติดตามโรค
อย่างใกล้ชิดมากขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ เพราะบางครั้งโรคอาจกำเริบขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ได้ นอกจากนี้ช่วงคลอดบุตรและหลังคลอด
บุตรระยะแรกก็ยังต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิดเช่นกันมาตามนัด-ขจัดกำเริบและแทรกซ้อนผู้ป่วยโรค เอส แอล อี ควรมาตรวจ
ตามแพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อประเมินภาวะของโรคและปรับเปลี่ยนการรักษาให้เหมาะสมกับตัวโรคในขณะนั้น ในระยะที่โรค
กำลังกำเริบรุนแรงหรืออยู่ในช่วงปรับยา จำเป็นต้องมาบ่อย แต่ถ้าโรคสงบลงแล้ว อยู่ในช่วงกำลังปรับลดยาลง แพทย์ก็จะนัดห่าง
ออกไป ในขณะเดียวกัน ถ้าผู้ป่วยมีอาการผิดปกติ เช่น มีไข้ เป็น ๆ หาย ๆ มีบวมตามตัว มีผื่นขึ้น มีปวดข้อมากขึ้น ให้ไปพบแพทย
์ก่อนนัด ผู้ป่วยโรค เอส แอล อี พึงตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาทดื่มนมสดและอาหารที่มีแคลเซียมสูง เพื่อป้องกันภาวะกระดูกพรุน
ผู้ป่วยโรค เอส แอล อี มักจะได้รับการรักษาด้วยยาสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบจากภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ ผลข้างเคียงอันหนึ่ง
ที่สำคัญของยาสเตียรอยด์เมื่อรับประทานไปเป็นเวลานาน ๆ คือ ทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุน ดังนั้นผู้ป่วยโรค เอส แอล อี จึง
ควรดื่มนมสด และรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง ๆ เช่น ปลากรอบ ปลาเล็กปลาน้อย เต้าหู้ก้อนแข็งสี่เหลี่ยมให้ได้แร่ธาต
ุแคลเซี่ยมในปริมาณที่มากพอในแต่ละวัน เพื่อป้องกันการเกิดภาวะกระดูกพรุน นอกจากนี้การออกกำลังกายที่เหมาะสมและสม่ำเสมอ
ยังช่วยป้องกันภาวะกระดูกพรุนอีกด้วย ถ้าต้องการทำฟันหรือถอนฟัน ควรปรึกษาแพทย์ผู้ป่วยโรค เอส แอล อี มีภูมิคุ้มกันที่ไม่ปกติ
ิรวมทั้งมีการรักษาด้วยยาสเตียรอยด์หรือยากดภูมิคุ้มกันทำให้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคได้ง่าย การทำฟันหรือถอนฟันทำให้
้เชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในช่องปากมีโอกาสผ่านเข้าสู่กระแสเลือดได้ง่าย เมื่อเข้าสู่กระแสเลือดแล้วเชื้อเหล่านี้อาจไม่ถูกกำจัดแล้ว
ไปก่อให้เกิดการติดเชื้อที่อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายทำให้เกิดการติดเชื้อรุนแรงได้ ดังนั้นก่อนทำฟันหรือถอนฟัน จึงควรปรึกษาแพทย์
เพื่อแพทย์จะได้ประเมินความเสี่ยงและให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อ มารับประทานก่อนทำฟันและหลังทำฟันต่อไป


  อันแสงแดด            แผดกล้า               ฝ่าไม่ได้
แม้นมีไข้                มีเครียด                เกลียดหนักหนา
มีติดเชื้อ                เนื้อหนัง               พังเชียวนา
เสี่ยงกินยา             นอกระบบ             พบเคราะห์กรรม
เอส แอล อี             มีชีวิต                  คิดเป็นสุข
ควรไร้ทุกข์            ไร้โศก                  วิโยคหนา
ออกกำลัง              เป็นอาจิณ             และกินยา
ไม่ลืมมา                ตามแพทย์นัด       พิพัฒน์เอย         
  สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พศ. 2537 ห้ามลอกเลียน ทำสำเนา ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือไม่ว่ารูปแบบใด ๆ
นอกจากจะได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น   ติิดต่อเว็บมาสเตอร์ที่เมล์ teswv@mahidol.ac.th
 
สารบัญเว็บไซต์  I หน้าหลักความรู้เกี่ยวกับโรคเอสแอลอี I คุยกับเพื่อนเอสแอลอี I  คุยกับคุณหมอ I  คำถาม-ถามบ่อย I กระดานข่าว I