ี
เป็นโรค เอส แอล อี จะมีวิธีรักษาอย่างไร
คุณจะรู้สึกอย่าไร เมื่อได้รับการบอกว่าตัวคุณเอง หรือญาติพี่น้องหรือลูกหลานป่วยเป็นโรค เอส แอล อี
คนส่วนมากจะรู้สึกตกใจและกลัว เพราะเคยได้ยินมาว่าโรคนี้เป็นแล้วจะเสียชีวิตเหมือนนักร้องลูกทุ่งชื่อดัง
รักษาไม่หาย บางคนกลัว มากถึงขนาดกินไม่ได้ นอนไม่หลับเพราะเป็นกังวลใจ คิดมาก ส่วนหนึ่งคงเป็น
เพราะว่าไม่ทราบแน่ว่าโรค เอส แอล อี เป็นอย่างไร ชื่อโรคก็ไม่บอกรายละเอียดอะไร ชื่อโรคเป็นภาษาไทย
ก็ไม่มี มีแต่ชื่อโรคเป็นตัวย่อ หรือเป็นภาษาแพทย์ บางคนอาจได้รับการบอกว่าเป็นโรคแพ้ภูมิชนิดหนึ่ง
เกิดจากภูมิคุ้มกันผิดปกติ แต่ท่านก็ยังไม่ทราบอยู่ดีว่าโรคนี้จะเกิดขึ้นที่อวัยวะส่วนไหน มีอาการอย่างไร
คนที่ป่วยเป็นโรค เอส แอล อี จะมีอนาคตอย่างไร ชีวิตจะเป็นอย่างไร ความกลัว ความวิตกกังวลเหล่าน
ี้ กลายเป็นความเครียด เคยมีผู้ป่วยบางรายถึงกับสั่งเสีย สามี ภรรยาหรือญาติเอาไว้เลยก็มี ทั้งนี้เป็นเพราะ
ความไม่เข้าใจ หรือไม่มีความรู้เกี่ยวกับโรค เอส แอล อี จริงอยู่ที่โรคเอส แอล อี เป็นโรคที่มีความสลับซับซ้อน
ผู้ป่วยที่เป็นโรค เอส แอล อี มีอาการได้เกือบทุกอย่างตามการอักเสบที่อาจจะเกิดขึ้นได้กับอวัยวะต่าง ๆ ใน
ร่างกายได้เกือบทุกอวัยวะ ดังที่ได้กล่าวถึงในบทความตอนที่แล้ว แม้แต่แพทย์ที่ทำการรักษาส่วนมากก็อาจ
จะไม่เข้าใจโรคทั้งหมด ถ้าไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรค เอส แอล อี มาพอสมควร
อย่างไรก็ตาม เมื่อคุณได้รับแจ้งจากแพทย์ว่าคุณป่วยเป็นโรค เอส แอล อี ไม่ควรตกใจหรือคิดมาก ควรตั้งสติให้มั่น
ค่อย ๆ สอบถามรายละเอียดจากแพทย์ การตกใจ เป็นกังวลใจ คิดมากไป ไม่ช่วยให้อาการของคุณดีขึ้น ตรงกันข้าม
สำหรับโรคเอส แอล อี แล้ว ความเครียด ความกังวลใจจนกินไม่ได้ นอนไม่หลับ ยิ่งทำให้สุขภาพทรุดโทรมลง ทำให้
โรคกำเริบยิ่งขึ้นได้ ดังนั้นสิ่งที่ควรปฏิบัติเมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรค เอส แอล อี คือ
1. ตั้งสติให้มั่น ฟังให้ดี สอบถามแพทย์ให้แน่ใจว่าเป็นโรค เอส แอล อี จริงหรือไม่ มีความแน่นอนหรือเป็นไปได้
มากน้อยเพียงใด
2. ถ้าเป็นโรค เอส แอล อี จริง ควรสอบถามต่อว่าโรคมีความรุนแรงน้อย ปานกลาง หรือรุนแรงมากเพียงใด
3. แผนการรักษาโรค เอส แอล อี ในขณะนี้เป็นอย่างไร
4. จะต้องใช้ยาอะไรบ้างในการรักษาและยานี้จะมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง
5. ควรปฏิบัติตัวอย่างไร และมีข้อควรระวังหรือสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงอะไรบ้าง
6. การพยากรณ์โรคในขณะนี้เป็นอย่างไร
7. ถ้าเกิดภาวะฉุกเฉิน ควรจะทำอย่างไร
เป็นโรค แอส แอล อี ควรจะไปรับการรักษาที่ไหน โรค เอส แอล อี เป็นโรคที่มีอาการได้หลายแบบขึ้นอยู่กับว่ามีการอักเสบ
เกิดขึ้นกับอวัยวะใดในร่างกาย อาการที่พบบ่อยคือ อาการทางผิวหนัง อาการทางระบบข้อและกล้ามเนื้อ อาการทางไต
อาการทางระบบประสาทและสมอง และอาการทางระบบเลือด ดังนั้นผู้ป่วยที่เริ่มเป็นโรค เอส แอล อี อาจมีอาการตามระบบต่าง ๆ
เหล่านี้ระบบใดระบบหนึ่ง เช่น มีอาการผื่นขึ้นที่ผิวหนังก็อาจไปพบแพทย์ผิวหนัง มีอาการข้ออักเสบก็ไปพบแพทย์โรคข้อ มีอาการ
ทางไต ก็ไปพบแพทย์โรคไต มีอาการทางระบบเลือดก็อาจไปพบแพทย์โรคเลือดก่อน เมื่อแพทย์ทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย
ตรวจเลือดและปัสสาวะแล้วให้การวินิจฉัยเป็นโรค เอส แอล อี ก็จะให้การรักษาเบื้องต้น และติดตามดูอาการ และการ
ตอบสนองต่อการรักษาต่อ เพื่อปรับการรักษาให้เหมาะสมกับตัวโรคต่อไป ถ้าอาการดีขึ้นเป็นระยะเวลาหนึ่งก็อาจจะลดยาได
้ ในกรณีที่อาการไม่ดีขึ้น หรือผู้ป่วยเริ่มมีอาการเพิ่มเติมเกิดขึ้นกับอวัยวะอื่น ๆ โรคมีความซับซ้อนมากขึ้น หรือมีภาวะแทรกซ้อน
เกิดขึ้น ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโรค เอส แอล อี ซึ่งจะเป็นแพทย์โรคข้อและระบบภูมิคุ้มกัน
ที่เรียกแพทย์รูมาโตโลจิสท์ (rheumatologist) ซึ่งในขณะนี้มีอยู่จำนวนไม่มากนักในประเทศไทย
โรค เอส แอล อี เป็นโรคเรื้อรังที่ผู้ป่วยส่วนมากต้องได้รับการดูแลรักษาต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานหลายปี โดยแพทย์ที่มีความรู้
และรู้จักโรคนี้ดี ประกอบกับบางครั้งอาจมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะติดเชื้อ หรือภาวะอักเสบรุนแรงของอวัยวะต่าง ๆ ที่สำคัญ
จากตัวโรคกำเริบหรือเกิดผลข้างเคียงจากการรักษา ดังนั้นผู้ป่วยโรค เอส แอล อี จึงควรได้รับการรักษาในโรงพยาบาลใหญ่ ๆ ที่ม
ียาและเครื่องมือทางการแพทย์ที่เพียงพอ ยิ่งถ้าผู้ป่วยบางรายตัวโรคมีความสลับซับซ้อนมาก หรือมีภาวะแทรกซ้อนมาก ก็ควร
จะได้รับการรักษาในโรงพยาบาลที่เป็นโรงเรียนแพทย์ใหญ่ ๆ ที่มีผู้เชี่ยวชาญและเครื่องมือที่ทันสมัย ในกรณีที่ผู้ป่วยอยู่ต่างจังหวัด
ที่ห่างไกล เดินทางไปโรงพยาบาลใหญ่ ๆ ไม่สะดวก แต่มีโรคที่รุนแรง ก็อาจไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลใหญ่ ๆ ในครั้งแรก ๆ ก่อน
เมื่อโรคดีขึ้น หรือสงบลงแล้วก็สามารถติดตามการรักษาที่โรงพยาบาลท้องถิ่นร่วมกับการไปติดตามการรักษาที่โรงพยาบาลใหญ่ ๆ
นาน ๆ ครั้งก็ได้ ในกรณีที่เกิดภาวะฉุกเฉินควรพาผู้ป่วยไปรับการรักษาที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้บ้านที่สุดก่อนเพื่อให้
การรักษาเบื้องต้นที่เหมาะสม ก่อนที่จะย้ายผู้ป่วยไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลที่ผู้ป่วยได้รับการติดตามการรักษาอยู่
การรักษาโรค เอส แอล อี มีวิธีการรักษาอย่างไร
เมื่อให้การวินิจฉัยว่าผู้ป่วยเป็นโรค เอส แอล อี แล้ว แพทย์ผู้รักษาจะวางแผนการรักษาทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยคำนึงถึงอาการ
แสดงและความรุนแรงของโรคของผู้ป่วยในขณะนั้น สุขภาพพื้นฐานของผู้ป่วย อายุ เพศ และการดำเนินชีวิตของผู้ป่วย โดยจะ
พยายามวางแผนการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ในระยะแรกอาจจะต้องมีการปรับการรักษา ปรับชนิดของยา ปรับ
ขนาดยา ติดตามผลข้างเคียงของยาที่อาจเกิดขึ้น และการตอบสนองต่อการรักษา ดังนั้นในระยะแรกจะมีการนัดผู้ป่วยมาติดตาม
การรักษาบ่อย ๆ แต่หลังจากที่อาการดีขึ้นและปรับยาได้ที่ดีแล้ว ก็จะมีการนัดผู้ป่วยมาติดตามการรักษาเพื่อประเมินอาการและ
ผลการรักษาอย่างต่อเนื่อง โดยในแต่ละครั้งแพทย์จะปรับเปลี่ยนการรักษาไปตามอาการที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีเป้าหมายที่สำคัญ
ในการรักษาโรค เอส แอล อี คือ
1. เพื่อลดการอักเสบที่เกิดขึ้นที่อวัยวะต่าง ๆ
2. เพื่อยับยั้งการทำลายอวัยวะต่าง ๆ หรือให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด
3. เพื่อป้องกันไม่ให้โรคกำเริบขึ้นอีก
4. ใช้การรักษาที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนน้อยที่สุด
การรักษาโรค เอส แอล อี ต้องอาศัยการรักษาด้วยยาเป็นหลัก ยาที่ใช้รักษาโรค เอส แอล อี มีหลายชนิด
แพทย์ที่ทำการรักษาจะเลือกชนิดของยาให้เหมาะสมกับอาการและความรุนแรงของโรคของผู้ป่วย โดยให้มีผลข้างเคียงน้อยที่สุด
ยาที่ใช้รักษาโรค เอส แอล อี อาจแบ่งแบบคร่าว ๆ ได้เป็น 3 กลุ่ม คือ
1. ยาสเตียรอยด์
ยากลุ่มนี้เป็นยาฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้นเลียนแบบฮอร์โมนที่ต่อมหมวกไตสร้างขึ้นที่เรียก คอร์ติซอล มีฤทธิ์ต้าน
การอักเสบได้รวดเร็ว มีทั้งชนิดรับประทาน ชนิดฉีด หรือทาภายนอก ผู้ป่วยที่มีอาการเฉพาะที่ผิวหนัง เช่น มีผื่นที่หน้าหรือตามตัว
มักจะได้รับการรักษาด้วยยาสเตียรอยด์ชนิดครีมทา ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรง มีการอักเสบของอวัยวะภายใน เช่น ไตอักเสบ
หรือเส้นเลือดสมองอักเสบ แพทย์ที่รักษาจำเป็นต้องควบคุมการอักเสบด้วยยาสเตียรอยด์ชนิดรับประทานในขนาดสูงหรือยาชนิดฉีด
การรับประทานยาสเตียรอยด์ขนาดสูง อาจระคายกระเพาะอาหาร แพทย์จึงมักให้ยาป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารร่วมด้วย
เมื่อควบคุมอาการได้แล้ว แพทย์ก็จะทำการปรับลดขนาดของยาลงให้เหลือน้อยที่สุดที่จะควบคุมอาการของผู้ป่วยโดยไม่ทำให้โรคกำเริบ
แต่การปรับลดขนาดยา
นี้จำเป็นต้องลดตามขั้นตอน ถ้าลดเร็วเกินไป โรค เอส แอล อี อาจกำเริบขึ้นมาได้
สำหรับผู้ป่วยโรค เอส แอล อี ที่มีอาการรุนแรงมาก หรือมีอาการหลายระบบพร้อมกัน
ควรได้รับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ในกรณีเช่นนี้แพทย์จะพิจารณาให้การ
รักษาด้วยยาสเตียรอยด์ขนาดสูงมาก ๆ หยดเข้าทางหลอดเลือดดำติดต่อกัน โดยวิธีการรักษา
นี้จะทำให้ควบคุมอาการของโรคได้อย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นค่อยเปลี่ยนมาเป็นยารับประทานต่อ
ผลข้างเคียง
การรับประทานยาสเตียรอยด์ขนาดสูงติดต่อกันเป็นเวลานานอาจเกิดผลข้างเคียง เช่น
รับประทานจุ น้ำหนักตัวขึ้น หน้าบวม อารมณ์แปรปรวน บางครั้งอารมณ์ดี บางครั้งซึมเศร้า
นอนไม่หลับ ผลข้างเคียงเริ่มแรกเหล่านี้จะกลับคืนสู่ปกติเมื่อลดขนาดยาลงหรือหยุดยา ดังนั้น
ถ้ามีผลข้างเคียงเหล่านี้เกิดขึ้นควรปรึกษาแพทย์ ไม่ควรลดขนาดยาหรือหยุดยาเอง การหยุดยา
กระทันหันอาจเกิดผลเสียและเป็นอันตรายได้ ในกรณีที่ผู้ป่วยต้องรับประทานยาสเตียรอยด์ต่อ
เป็นระยะเวลานาน จะมีผิวบางลงจนเห็นหลอดเลือดใต้ผิวหนัง เกิดจ้ำเลือดง่ายจากหลอดเลือด
ฝอยเปราะ ขนดก มีหนวดขึ้นบาง ๆ บริเวณใบหน้าแม้แต่ในผู้หญิง มีกระดูกพรุน หัวกระดูกสะโพก
ขาดเลือดมาเลี้ยง และยุบตัวลง ความดันโลหิตสูง เป็นเบาหวาน เป็นต้อกระจก ยิ่งผู้ป่วยรับยาใน
ขนาดสูง ๆ เป็นเวลานานผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นก็ยิ่งมาก แต่เนื่องจากยาสเตียรอยด์ เป็นยาที่มี
ประโยชน์มากในการรักษาโรค เอส แอล อี สามารถลดการอักเสบได้อย่างรวดเร็ว และทำให้
ผู้ป่วยสามารถมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น จึงจำเป็นต้องใช้ยานี้ในการรักษา แต่แพทย์จะพยายามใช้ยา
ในขนาดน้อยที่สุดเท่าที่จะสามารถควบคุมอาการได้ หรือใช้ยาสเตียรอยด์ควบคู่ไปกับยากลุ่มอื่น
ที่มีผลข้างเคียงน้อยกว่าเพื่อลดขนาดของยาสเตียรอยด์ลง ผู้ป่วยที่รับประทานยาสเตียรอยด์อยู่
หากจำเป็นต้องรับการผ่าตัด ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อน แพทย์อาจจำเป็นต้องปรับยาในระหว่าง
ทำการผ่าตัด การหยุดยาสเตียรอยด์อย่างกระทันหัน อาจทำให้ความดันโลหิตตกลง
และเกิดภาวะช็อคได้ ในขณะทำการผ่าตัด
2. ยาต้านมาเลเรีย
ยาต้านมาเลเรีย เป็นกลุ่มยาที่ใช้รักษาโรคไข้ป่าหรือโรคมาเลเรีย แต่มีการนำมาใช้บ่อยในการรักษาโรค เอส แอล อี
ยาต้านมาเลเรียในประเทศไทยมี 2 ตัว คือ ยาคลอโรควิน (chloroquine) และยาฮัยดรอกซี่คลอโรควิน
(hydroxychloroquine) การใช้ยาต้านมาเลเรียรักษาโรค เอส แอล อี แพทย์อาจใช้ร่วมกับ
ยาตัวอื่นเพื่อรักษาอาการผื่นที่ผิวหนัง อาการปวดข้อ ปวดเมื่อยตามตัวหรือเยื่อหุ้มปอดอักเสบ
นอกจากนี้การรับประทานยาต้านมาเลเรียในระยะยาวยังช่วยลดอุบัติการของการเกิดไตอักเสบ
ได้ ในผู้ป่วยที่ต้องการตั้งครรภ์ แพทย์สามารถให้รับประทานยาต้านมาเลเรียต่อโดยไม่ต้องหยุดยา
เพื่อป้องกันการกำเริบของโรคไตอักเสบ ในระหว่างการตั้งครรภ์ โดยพบว่าผลของยาต้านมาเลเรีย
ต่อทารกในครรภ์มีน้อยมาก
ผลข้างเคียง
ผู้ป่วยอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน จุกแน่นท้อง ในขณะรับประทานยา หากรับประทานต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน ๆ
อาจทำให้ผิวคล้ำลงได้เนื่องจากการสะสมยาในเซลเม็ดสีที่ผิว ซึ่งอาจเป็นปัญหาสำหรับผู้ป่วยโดยเฉพะผู้ป่วยที่เป็น
ผู้หญิงผู้ที่มีผิวคล้ำจะยิ่งมีผิวเข้มขึ้น แต่ผู้ที่มีผิวขาวอาจไม่คล้ำมากนัก อาการข้างเคียงที่สำคัญอันหนึ่งคืออาการ
ข้างเคียงทางตา โดยยาอาจไปสะสมเป็นจุดดำ ๆ ที่จอรับภาพ ถ้ามากเข้าและใช้ยานี้อย่างไม่ระวังอาจเป็นเหตุให
้ตาบอดได้ แต่ผลข้างเคียงนี้พบได้น้อยมาก เมื่อเทียบกับคุณประโยชน์ของยา ผู้ป่วยที่ได้รับยาต้านมาเลเรียควรได
้รับการตรวจจอรับภาพ และประสาทตาทุก 6 เดือน เพื่อเฝ้าระวังผลข้างเคียงดังกล่าว
3. ยากดภูมิคุ้มกัน
ผู้ป่วยโรค เอส แอล อี ที่มีอาการรุนแรง เช่น ไตอักเสบรุนแรง ชัก หรือมีอาการทางจิตประสาทหรือมีอาการหลายระบ
บพร้อม ๆ กัน หรือรับประทานยาสเตียรอยด์ขนาดสูงแล้วยังไม่สามารถควบคุมอาการของโรคได้ หรือไม่สามารถลด
ขนาดยาได้ เพราะมีโรคกำเริบบ่อย จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยากดภูมิคุ้มกัน ซึ่งเป็นยาในกลุ่มเคมีบำบัด เช่น
ยา อะซาไธโอพรีน ยาซัยโคลฟอสฟาไมด์ ยาคลอแรมบูซิล เป็นต้น ยาในกลุ่มนี้จะออกฤทธิ์กดการทำงานของเซลล์ใน
ระบบภูมิคุ้มกันโดยตรง
ผลข้างเคียง
ที่พบบ่อยคือ คลื่นไส้ อาเจียน ผมร่วง มีบุตรยาก มีการติดเชื้อแทรกซ้อนง่าย ถ้าได้รับยาต่อเนื่อง
เป็นระยะเวลานานอาจทำให้เกิดโรคมะเร็ง โอกาสที่จะเกิดผลข้างเคียงของยากลุ่มนี้ขึ้นกับขนาด
ของยา ระยะเวลาที่ใช้ยา และ วิธีการบริหารยาว่าเป็นยาฉีดหรือยารับประทานผู้ป่วยโรค เอส แอล อี
ควรได้รับทราบถึงข้อดีข้อเสียของยาแต่ละตัวที่ได้รับ ทราบถึงอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นถ้ามีอาการผิดปกติควร
ไปพบแพทย์ และรายงานให้แพทย์ทราบ ไม่ควรปรับลดขนาดหรือหยุดยาเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ ไม่ควรซื้อยารับ
ประทานเอง ทั้งนี้เพื่อให้การรักษาโรคมีประสิทธิภาพมากที่สุด
ได้รับแจ้ง แถลงไข ใจตระหนก
คิดไม่ตก อกสุมไฟ ร้อนใจเหลือ
เอส แอล อี มีภัยร้าย คล้ายคลุมเครือ
ใจสู้เสือ ถามไถ่ ให้ได้ความ
เอส แอล อี มีทางแก้ แน่นอนหนา
มีทั้งยา ทั้งหมอ รอรักษา
แม้นถูกที่ ถูกเวลา ต้องยานา
โรคภัยพา คงสงบ จบด้วยดี
สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พศ. 2537 ห้ามลอกเลียน ทำสำเนา ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือไม่ว่ารูปแบบใด ๆ
นอกจากจะได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น ติิดต่อเว็บมาสเตอร์ที่เมล์ teswv@mahidol.ac.th
สารบัญเว็บไซต์ I หน้าหลัก I ความรู้เกี่ยวกับโรคเอสแอลอี I คุยกับเพื่อนเอสแอลอี I คุยกับคุณหมอ I คำถาม-ถามบ่อย I กระดานข่าว I
|