พูดถึงโรคเอสแอลอี หลายท่านอาจไม่รู้จักพูดถึงโรคลูปัส หลายท่านอาจจะงงแต่พอบอกว่า โรคพุ่มพวง คนจำนวนไม่น้อยจะร้อง
อ๋อ!ก่อนหน้าที่จะมีข่าวการเสียชีวิตของนักร้องลูกทุ่งชื่อดังด้วยโรคนี้ คนทั่วไปแทบจะไม่รู้จักโรคเอสแอลอี ยิ่งพอมีข่าวการเสียชีวิตของดารา
วัยรุ่นด้วยโรคนี้อีกคนหนึ่ง คนไทยก็เริ่มรู้จักโรคนี้กันมากขึ้น

แต่ความรู้จักโรคนี้ของคนไทยเราดูเหมือนจะแฝงไว้ด้วยความหวาดกลัว ว่าใครที่เป็นโรคนี้จะต้องเสียชีวิต ความเข้าใจนี้ถูกต้องหรือไม่
โรคเอสแอลอี หรือโรคลูปัส หรือโรคพุ่มพวง จริงๆ แล้วเป็นอย่างไร เกิดขึ้นได้อย่างไร ใครบ้างที่จะโชคร้ายมีโอกาสเป็นโรคนี้ ถ้าเป็นโรคนี้แล้วจะมีอาการอะไรบ้าง เมื่อไรควรจะสงสัยว่าตัวเองจะเป็นโรคนี้ แนวทางในการรักษาโรคนี้เป็นอย่างไร ท่านจะได้ทราบต่อไป

โรคเอสแอลอี (SLE) มาจากชื่อเต็มในภาษาอังกฤษว่า Systemic Lupus Erythematosus หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า โรคลูปัส ขณะนี้ยังไม่มีชื่อโรคเป็นภาษาไทยที่เหมาะสม เนื่องจากเป็นโรคที่ผู้ป่วยมีอาการจากการเกิดการอักเสบของอวัยวะต่างๆ หรือระบบต่างๆ ของร่างกายได้หลายระบบ ไม่แน่นอนและแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย

การอักเสบของอวัยวะต่างๆ เหล่านี้ เกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงไป โดยแทนที่จะทำ
หน้าที่ต่อต้านกับสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคจากภายนอกร่างกาย ภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยกลับมาต่อต้านหรือทำลายเซลล์ของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายของผู้ป่วยเอง จึงจัดอยู่ในกลุ่มโรคแพ้ภูมิตนเอง (autoimmune diseases) อวัยวะที่เกิดการอักเสบบ่อยๆ ได้แก่ ผิวหนัง ข้อ ไต ระบบเลือด ระบบประสาท เป็นต้น การอักเสบนี้จะเป็นต่อเนื่องจนเป็นโรคเรื้อรังชนิดหนึ่ง

โรคเอสแอลอี เกิดขึ้นได้อย่างไร

จนกระทั่งปัจจุบันนี้ยังไม่มีใครทราบอย่างแท้จริงว่า โรคเอสแอลอี เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่มีหลักฐานที่สนับสนุนว่ามีปัจจัยทางกรรมพันธุ์บางอย่างที่ทำให้ผู้ป่วยมีแนวโน้มหรือโอกาสที่จะเป็นโรคเอส แอลอี มากกว่าคนทั่วไป และสามารถถ่ายทอดไปยังบุตรหลานได้ แต่ไม่เสมอไป ยกตัวอย่างเช่น ถึงแม้แม่เป็นโรคเอสแอลอี แต่ลูกอาจไม่เป็นก็ได้ ถึงแม้จะมีพันธุกรรมที่มีแนวโน้มที่จะเป็น นั่นหมายความว่า คงจะมีปัจจัยอะไรบางอย่างนอกเหนือจากกรรมพันธุ์ที่มากระตุ้นให้เกิดโรคเอสแอลอี ขึ้น เช่น อาจเป็นภาวะติดเชื้อโรคบางชนิด โดยเฉพาะเชื้อไวรัสบางอย่าง นอกจากนี้ การที่ผู้ป่วยโรคเอส แอลอี ส่วนมากเป็นผู้หญิง ฮอร์โมนเพศหญิงก็อาจมีส่วนส่งเสริมให้เกิดโรคเอสแอลอี ขึ้น

ปัจจัยเสริมอื่นๆ ที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดโรคเอสแอลอี หรือกระตุ้นให้โรคเอสแอสอี กำเริบขึ้นที่สำคัญคือ

1. แสงแดด หรือแสงอัลตราไวโอเลต

2. การตั้งครรภ์

3. ยาหรือสารเคมีบางชนิด

4. ภาวะเครียดทางร่างกายและทางจิตใจ

5. การตรากตรำทำงานหนักหรือการออกกำลังกายหักโหม

ใครมีโอกาสป่วยเป็นโรคเอสแอลอี บ้าง

ผู้ป่วยโรคเอสแอลอี ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ประมาณ 9 เท่า หมายความว่าผู้ป่วยโรค เอสแอลอี 10 คน จะเป็นผู้หญิง 9 คน ผู้ชาย 1 คน โรคนี้พบในคนทุกช่วงอายุ แต่ส่วนมากจะมีอายุระหว่าง 20-45 ปี อายุที่เป็นโรคนี้มากที่สุดอยู่ที่อายุประมาณ 30 ปี โรคเอสแอลอี นี้เกิดขึ้นกับคนทั่วโลก ทั้งไทย จีน แขก ฝรั่ง แต่ดูเหมือนในคนเอเชียทั้งไทย จีน แขก และคนผิวดำ จะมีอาการรุนแรงกว่าฝรั่งผิวขาวชาติตะวันตก

ถ้าเป็นโรคเอสแอลอี แล้วจะมีอาการอะไรบ้าง

คำถามนี้เป็นคำถามที่มีผู้ถามมาบ่อย มาทางเว็บไซต์ www.thai-sle.com เนื่องจากโรคเอสแอสอี เป็นโรคที่ภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติต่อต้านเนื้อเยื่อของผู้ป่วยเอง ทำให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อหรืออวัยวะต่างๆ อาการที่เกิดขึ้นจึงเป็นอาการของการอักเสบของอวัยวะต่างๆ ขึ้นกับว่าในขณะนั้นจะเกิดการอักเสบขึ้นที่อวัยวะส่วนไหน อาจเป็นทีละอวัยวะทีละระบบ เช่น มีปวดบวมตามข้อ มีผื่นขึ้นที่ใบหน้า มีขาบวม หน้าบวมจากไตอักเสบ หรือมีอาการทางระบบประสาท เป็นต้น หรืออาจเกิดการอักเสบของหลายๆ อวัยวะพร้อมๆ กันก็ได้ ความรุนแรงของการอักเสบก็ไม่เท่ากัน บางครั้งอักเสบรุนแรงเฉียบพลัน บางทีก็อักเสบแบบค่อยเป็นค่อยไปในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

ลักษณะอาการที่เกิดขึ้นกับอวัยวะต่างๆ ที่สำคัญคือ

อาการทางผิวหนัง ผิวหนังเป็นอวัยวะที่มีอาการได้บ่อยที่สุด ผู้ป่วยมักจะมีผื่นแดงขึ้นบริเวณใบหน้า บริเวณสันจมูก และโหนกแก้ม 2 ข้างเป็นรูปคล้ายผีเสื้อกางปีกอยู่บนใบหน้า บางรายอาจจะมีผื่นแดงคันบริเวณนอกร่มผ้าที่ถูกแสงแดด หรือมีผื่นขึ้นเป็นวงเป็นแผลเป็นตามใบหน้า หนังศีรษะหรือบริเวณใบหู มีแผลในปาก โดยเฉพาะบริเวณเพดานปาก แต่แผลนี้มักจะไม่เจ็บ ผู้ป่วยบางรายยังไม่ทราบด้วยซ้ำว่ามีแผลเกิดขึ้น บางรายอาจมีผมร่วงมากขึ้น ผมบางลงทั้งศีรษะหรือร่วงเป็นหย่อมๆ ก็ได้

อาการทางข้อและกล้ามเนื้อ อาการปวดบวมตามข้อ เป็นอาการที่พบได้บ่อยรองลงมาจากผิวหนัง ข้อที่ปวดบวมหรืออักเสบจะเป็นข้อนิ้วมือ ข้อมือ ข้อไหล่ ข้อเข่าหรือข้อเท้า อาการปวดบวมข้อมักจะเป็นอาการที่นำผู้ป่วยมาพบแพทย์เพื่อรับการรักษา

อาการทางไต ผู้ป่วยโรคเอสแอลอี ในบ้านเรามักจะมีไตอักเสบรวมด้วย มากกว่าฝรั่งทางยุโรป หรืออเมริกา ผู้ป่วยที่มีไตอักเสบจะมีอาการบวมบริเวณเท้าและขา 2 ข้าง โดยเฉพาะเวลายืนมากเดินมาก หรือนั่งห้อยเท้านานๆ มีอาการบวมบริเวณหน้า หนังตา หรือบวมบริเวณแผ่นหลัง เวลาตื่นนอนตอนเช้า สาเหตุที่ผู้ป่วยมีอาการบวมเนื่องจากการอักเสบที่ไตทำให้โปรตีนไข่ขาวที่มีอยู่ในเลือดรั่วออกมาในปัสสาวะจำนวนมาก ทำให้ระดับโปรตีนไข่ขาวในเลือดลดลงจนไม่สามารถอุ้มสารน้ำเอาไว้ในเส้นเลือดได้ สารน้ำจึงรั่วออกมาจากเส้นเลือดมาอยู่ในเนื้อเยื่อต่างๆ ผู้ป่วยที่มีอาการไตอักเสบรุนแรงจะมีความดันโลหิตสูงขึ้น มีปัสสาวะออกน้อยลง ถ้าอาการรุนแรงมากอาจเกิดไตวายเฉียบพลันได้ อาการทางไตเป็นอาการสำคัญอันหนึ่งที่บอกว่าโรคเอสแอลอี เป็นรุนแรง

อาการทางระบบเลือด ผู้ป่วยอาจมีอาการอ่อนเพลียเพราะมีโลหิตจาง เนื่องจากมีภูมิคุ้มกันไปทำลายเม็ดเลือดแดง มีภาวะติดเชื้อโรคง่ายจากการที่มีเม็ดเลือดขาวลดลงหรือมีจุดเลือดออกตามตัว เลือดออกง่ายหรือเลือดออกแล้วหยุดยาก จากการมีเกล็ดเลือดลดลงเพราะถูกทำลายโดยภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ

อาการทางระบบประสาท อาการทางระบบประสาทเป็นอาการที่น่ากลัว ถ้าเกิดขึ้นกับผู้ป่วยโรคเอส แอลอี เพราะผู้ป่วยอาจมีอาการชัก หรือพูดจาเพ้อเจ้อ ไม่รู้เรื่อง คล้ายคนโรคจิต จำญาติพี่น้องไม่ได้ เพราะมีการอักเสบรุนแรงในเนื้อสมองหรือเส้นเลือดในสมอง บางรายก็มีอาการปวดศีรษะ แขนขาไม่มีแรง หรือชาตามตัวหรือแขนขาได้

นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคเอสแอลอี อาจมีอาการทางระบบอื่นๆ ในร่างกายด้วย เช่น ระบบทางเดินอาหาร - มีอาการปวดท้อง มี ตับ หรือตับอ่อนอักเสบได้ ระบบหัวใจและหลอดเลือด - มีเยื่อหุ้มหัวใจหรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ระบบทางเดินหายใจและปอด มีปอดอักเสบได้ เป็นต้น รวมไปถึงอาการจากการเจ็บป่วยทั่วไป เช่น มีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ปวดเมื่อยตามตัว จิตใจหดหู่

ผู้ป่วยโรคเอสแอลอี แต่ละรายไม่จำเป็นต้องมีอาการครบทุกระบบ หรือมีอาการรุนแรงเสมอไป บางรายมีอาการน้อย เช่น มีไข้ต่ำๆ ปวดข้อ หรือมีผื่นขึ้นเล็กน้อย ถือว่าโรคไม่รุนแรง แต่บางทีก็มีอาการรุนแรง เช่น มีไตอักเสบ อาจเป็นมากจนไตวาย มีอาการชัก หรือมีปอดอักเสบรุนแรงจนมีเลือดออกในปอด หรือไอเป็นเลือด เป็นต้น ผู้ป่วยโรคเอสแอลอี จะมีอาการรุนแรง จะมากจะน้อยก็ในระยะเวลา 2 ปีแรก จากที่เริ่มมีอาการ หลังจากนั้นโรคมักจะเริ่มสงบลง แต่ก็อาจมีการกำเริบรุนแรงได้เป็นครั้งๆ

เมื่อไรที่เราควรสงสัยว่า เป็นโรคเอสแอลอี

โรคเอสแอลอี เป็นโรคที่มีอาการคล้ายกับโรคอื่นๆ ได้หลายโรค เพราะมีการอักเสบของอวัยวะต่างๆ ได้เกือบทุกอวัยวะ ดังนั้น ถ้าท่านมีอาการผิดปกติที่ไม่ทราบสาเหตุเป็นระยะเวลาหนึ่ง ควรรีบไปพบแพทย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าท่านมีอาการเหล่านี้

1. มีไข้ไม่ทราบสาเหตุเป็นเวลานาน
2. มีอาการปวดบวมตามข้อ
3. มีผื่นขึ้นบริเวณใบหน้า หรือมีผื่นแดงคันบริเวณที่ถูกแสงแดด
4. มีผมร่วงมากผิดปกติ
5. มีอาการบวมตามขา หน้า หรือหนังตาผิดปกติ

โรคเอสแอลอี เป็นโรคที่มีความหลากหลายของอาการ ผู้ป่วยคนหนึ่งอาจมีอาการอย่างหนึ่งที่อวัยวะหนึ่ง ผู้ป่วยอีกคนหนึ่งอาจมีอาการจากอีกอวัยวะหนึ่งหรือหลายอวัยวะพร้อมๆ กัน เช่น ผู้ป่วยคนหนึ่งมีอาการผื่นที่ผิวหนังก็ควรจะไปพบแพทย์ผิวหนัง มีอาการทางข้อ ก็ควรไปพบแพทย์โรคข้อ ถ้ามีอาการทางไต ก็ควรไปพบแพทย์โรคไต มีอาการทางระบบเลือดก็อาจไปพบแพทย์โรคเลือดก่อน

เมื่อแพทย์ทำการซักประวัติ ตรวจร่างกายแล้วสงสัยว่าจะเป็นโรคเอสแอลอี ก็จะขอตรวจเลือดและปัสสาวะ ถ้าผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการออกมายืนยันว่าเป็น ก็จะให้การวินิจฉันได้ว่าเป็นโรค เอสแอลอี บางรายอาจไม่ได้การวินิจฉัยตั้งแต่ครั้งแรกๆ แต่ในที่สุด ก็มักจะวินิจฉัยได้ และจะได้รับการรักษาเบื้องต้น และติดตามดูอาการและผลการรักษาว่าดีขึ้นหรือไม่

ในกรณีที่ผู้ป่วยเริ่มมีอาการกำเริบไปที่อวัยวะอื่นๆ หลายอวัยวะหรือโรคมีความสลับซับซ้อนมากขึ้นหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้น ก็อาจจะต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโรคเอสแอลอี ซึ่งจะเป็นแพทย์โรคข้อและระบบภูมิคุ้มกันที่เรียกว่า แพทย์รูมาโตโลจิสต์ (rheumatologist) ต่อไป

ผู้ที่สนใจเกี่ยวกับโรคเอสแอลอี สามารถติดตามข่าวสาร หรือสอบถามปัญหาและข้อข้องใจได้ที่ www.thai-sle.com สำหรับแนวทางการรักษาโรคเอสแอลอี ในปัจจุบัน และการปฏิบัติตัวเมื่อเป็นโรคเอสแอลอี ขอให้ติดตามได้ในฉบับต่อไป

เอสแอลอี มีดี และมีร้าย

มีหลากหลาย อาการ พาลฉงน

มีรุนแรง มากน้อย ร้อยเล่ห์กล

อย่าสับสน หนทางไม่ ไร้สิ้นเอย



สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พศ. 2537 ห้ามลอกเลียน ทำสำเนา ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือไม่ว่ารูปแบบใด ๆ นอกจากจะได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น   ติิดต่อเว็บมาสเตอร์ที่เมล์ teswv@mahidol.ac.th



  I หน้าหลักความรู้เกี่ยวกับโรคเอสแอลอี I คุยกับเพื่อนเอสแอลอี I  คุยกับคุณหมอ I  คำถาม-ถามบ่อย I กระดานข่าว I